โดย อรรถพล เกตุนวม

อีกหนึ่งภาพจำของความยั่วยวนของชายรักชาย ที่สามารถพบเห็นได้ทั้งในงาน Pride และ Party ก็คือสายรัดร่างที่เรารู้จักกันในนามว่า Harness

เรื่องราวความเป็นมามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วทำไมชาวเราหลายคนถึงได้ชื่นชอบไอเทมชิ้นกันเป็นอย่างมาก มันเป็นไอเทมที่ดูจะเป็นบลัฟ ทำให้คนที่สวมใส่ดูลุค Hot Guy เผ็ดร้อนเหมือนส่งอาหารแล้วบอกแม่ค้าว่า ป้าขอเพิ่มพริกอีก 10 เม็ด!! โดยสายรัดร่าง (Harness) นั้นเริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติเกย์มาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตอนแรกนั้นถูกจัดเป็นหนึ่งในไอเทมของกลุ่มเกย์ที่รักเครื่องหนัง ซึ่งขณะนั้นก็จะอยู่ราว ๆ ปี 1960-1980 ถือได้ว่าเป็นช่วงที่แฟชั่นเครื่องในหมู่ชายรักชายได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

มีหลายๆ อย่างที่ทำให้กลุ่มชายรักชายมาหลงใหลในการแต่งกายด้วยเครื่องหนัง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเพศวิถีชายรักชายในยุคก่อนหน้า ในความเข้าใจของสังคม มักจะถูกตีตราให้คนกลุ่มนี้ต้องมีลักษณะของ “ความเป็นหญิง” (femininity) บอบบาง ไม่ซึ่งกำลังจะมาต่อตี แต่จุดเปลี่ยนมันก็มีอยู่ว่า หลังจากที่จบสงครามโลกครั้งที่สอง เหล่าชายชาติทหารผู้หาญกล้า ซึ่งต้องไปออกรบจริงๆ นะ ไม่ได้นั่งอยู่แค่ในสภาแล้วบริหารอะไรไม่เป็นอย่างในบางประเทศ ต้องกลับมาจากสงคราม ซึ่งในกองทัพก็ให้อะไรมากกว่าที่คิด มีหลายคนได้เปิดโลกใหม่ ได้ไปเจอกับหลากหลายวัฒนธรรมและทั้งประสบการณ์การได้ลองมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน 

เมื่อร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาอย่างกำยำต้องหาที่ทางที่จะแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มตนเอง เพื่อสร้างนิยามใหม่แทนมายาคติแบบเดิมที่มองชายรักชายจะต้องมีลักษณะตุ้งติ้งออกสาว เครื่องหนังจึงเป็นไอเทมที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นชายให้ดูเด่นชัดเจนขึ้นเพราะแสดงให้เห็นถึงความเป็นชายที่ทรงพลัง การสวมใส่ก็เพื่อประกาศจุดยืนว่าเกย์ไม่จำเป็นจะต้องแตกสาวทุกคนอีกต่อไปแล้วนะจ๊ะ ซึ่งการประกาศจุดยืนในครั้งนี้แสดงให้เห็นมุมมองในเรื่องของเพศวิถีของเกย์ ว่าพวกเขาก็คือผู้ชายทั่ว ๆ ไปที่มีสิทธิเท่าเทียม มีความหลากหลายไม่จำเป็นต้องออกสาวทุกคน ทำให้ในยุคหลังสงครามโลกมีบาร์เกย์ของกลุ่มคนรักเครื่องหนังเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะหนึ่ง แล้วแฟชั่นเครื่องหนังก็ค่อยๆ ลดความนิยมลง คงเหลือไว้แต่สายรัดร่างสุดเซ็กซี่ที่ยังมีมาให้เห็นถึงปัจจุบัน

ในยุคหลังสงครามที่ทหารในกองทัพได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในเรื่องเพศแล้ว ก็ยังทำให้ได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ทำให้ชายรักชายหยิบเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ในการดีไซน์สายรัดร่าง ในเวลาต่อมาโดยมีข้อสันนิฐานว่า Harness นั้นอาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากพันธนาการด้วยเชือกแบบญี่ปุ่น (Japanese Bondage) ซึ่งเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง เพราะโดยรูปแบบของการมัดนั้นเป็นเส้นสายที่ทอดผ่านไปบนร่างกายเพื่อขับเน้นสรีระให้ดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น

ความป๊อปในกลุ่มนิชของ Harness นั้นยิ่งทวีความดังปังปุริเย่ เนื่องจากการ์ตูนของ “Tom of Finland” หรือ Touko valio laaksonen (1920 – 1991) ด้วย ต้นแบบเกย์กล้ามสุดยั่วเพศในยุคนั้น มักจะวาดการ์ตูนผู้ชายหุ่นล่ำบึ้กกับเรื่องราวชวนสยิวของชายรักชาย มักมีการวาดเครื่องแต่งกายด้วยเครื่องแบบมากมายและหนึ่งในกันก็คือ Harness ที่เป็นอีกทั้งเครื่องแบบหนึ่งและอุปกรณ์นิรภัยของหนุ่มช่างผู้ใช้แรงงาน ที่เราหลายคนคุ้นตากันในปัจจุบัน โดยเขาวาดภาพพวกนี้ออกมาเพื่อเป็นสัญญะปลดแอกในเรื่องของการที่เกย์นั้นต้องถูกเซ็นเซอร์ในเรื่องเซ็กซ์ เพราะการวาดภาพผู้ชายมีอะไรกันนั้นจะไม่ผ่านเซ็นเซอร์ แต่การวาดตัวละครให้ใส่ Harness ทำให้ได้ภาพที่ยั่วยวนในเรื่องของกามารมณ์ได้เช่นกันและผ่านเซ็นเซอร์ แต่ข้อนี้มันก็เป็นแค่การวิเคราะห์ของคนในยุคถัดมา

แรกเริ่มสายรัดร่างนี้ถูกมองว่าเป็นการแบ่งแยกสัญลักษณ์ทางเพศอย่างหนึ่งของกลุ่มเซ็กส์แบบ BDSM โดยมีลักษณะของการพันธนาการการของนายที่ทำต่อทาสและทำให้การดำเนินกิจกรรมนั้นมีที่ยัดจับได้ถนัดมือ แต่ต่อมา ในยุคหลังวาทกรรมความดุดันในเรื่องเพศของ Harness ก็เริ่มลดลง จนมาถึงในยุคปัจจุบัน

เจ้าสายรัดนี้เริ่มกลายมาเป็นแฟชั่นมากขึ้น มีวิวัฒนาการการออกแบบที่ใช้วัสดุที่หลากหลาย เช่น Spandex รวมทั้งวัสดุอื่นๆ โดยผู้สวมใส่ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อมาอยู่แล้ว เส้นสายที่พาดไปบนร่างกายจะยิ่งขับเน้นในส่วนของมัดกล้ามในบริเวณนั้น ยิ่งมีอกมีไหล่ก็คือจะยิ่งดูเซ็กซี่ขึ้นไปอีก ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในเรือนร่างที่ต้องอดทนยกเหล็กอย่างมีวินัยพร้อมปั่นไก่กินไปเป็นฟาร์มๆ 

โดย Harness จะมักนำมาใส่ในโอกาสสำคัญหรือในเทศกาลต่าง ๆ ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ว่าจะเป็นงาน Pride หรือ Party เป็นการแต่งกายที่บ่งบอกรสนิยมด้านแฟชั่น ความมั่นใจบวกความเซ็กซี่ ที่สามารถ Dress Up ได้หลากหลายเพิ่มดีกรีความฮอตในตัวเอง มีหลายแบรนด์ดังที่ดีไซน์ Harness ในเอกลักษณ์ต่าง ๆ เช่น GX3 แบรนด์จากญี่ปุ่น STUD แบรนด์ออสเตรเลีย Private Structure แบรนด์จากมาเลเซียที่มักมีลูกเล่นให้ดูเซ็กซี่ และ AJ Party King ที่อุทิศการดีไซน์เพื่องานเฟสติวัล ใส่ไปปาร์ตี้ และด้วยการตลาดของพวกเขาในโลกเสรีก็ยิ่งช่วยให้วัฒนธรรมย่อยชายรักชายที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกสากลแพร่หลายมากขึ้นบนพื้นที่สาธารณะไปพร้อมกับการสร้างความภาคภูมิใจในเพศสภาพเพศวิถี 

STUD

Private Structure

https://www.facebook.com/PrivateStructure.Th/

AJ Party King

GX3

https://www.facebook.com/gx3underwear

Credit

Picture

Cover Photo

Surachai Saengsuwan