by Ark Saroj
Illustration by เด็กดาวน์ซินโดรม สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย

เราอาจจะยังไม่เคยถามตัวเองว่า fetish ของเรานั้นคืออะไร ตามคำศัพท์มันแปลว่าความหลงใหลในวัตถุหนึ่งๆ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศที่ไม่เกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น เสื้อผ้าที่ทำจาก Spandex หนัง ของที่ทำจากยาง ส่วนของร่างกายอย่างเช่น เท้า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น Object of Desier (วัตถุแห่งปรารถนา) ความหลากหลายของ fetish นั้นไม่มีขีดจำกัด ที่เอ่ยมาเป็นเพียงตัวอย่างที่นิยมกันเท่านั้น ไม่ต้องมองไปไกลตัวการที่เราชื่นชอบชุดว่ายน้ำ ชุดกีฬา หรือคนในเครื่องแบบเห็นแล้วมันยั่วยวนก็ถือเป็น fetish อย่างหนึ่ง

ทางจิตวิทยาอธิบายสาเหตุเบื้อต้นของ fetish ว่าเกิดจากสัญญาณกระตุ้นเร้าทางเพศไปบวกเข้ากับวัตถุใดวัตถุหนึ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในวัยเด็ก ตัวอย่างเช่นหากอวัยวะเพศมีการสัมผัสกับตุ๊กตาที่มีผิวอ่อนนุ่มแล้วสร้างความพึงพอใจแม้ในระดับจิตใต้สำนึกของเด็กเล็กๆ เมื่อเด็กโตขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่วัตถุลักษณะดังกว่าวจะสร้างความรู้สึกกระตุ้นเร้าทางเพศได้ Fetish จึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากๆ

หนึ่งใน Subculture ที่เชื่อมโยงกับ Fetish นั้นคือ BDSM (B = bondage, D = discipline or dominance, SM = sadomasochism ) ที่เชื่อมโยงกับวัตถุเช่นชุดหนัง ยาง spandex ที่นิยมกัน แต่ BDSM มีความละเอียดอ่อนลึกลงไปกว่าเรื่องวัตถุหรือชุดที่สวมใส่ มันเป็นบทบาทสมมุติทางอำนาจ การควบคุม และการอยู่ใต้อำนาจของผู้ปฏิบัติ ประวัติศาสตร์ของ BDSM ย้อนได้ไกลถึง 3100 ปีก่อนคริสตกาลในเมโสโปเตเมีย ตามมาด้วยกรีก ปอมเปอีและโรมัน จากหลักฐานภาพวาดฝาผนังของการมีเพศสัมพันธ์และปรากฎบุคคลที่ถือแซ่อยู่ร่วมด้วย ในด้านงานวรรณกรรม Marquies De Sade (1785) เขียนหนังสือเรื่อง 100 days of sadom เป็นเรื่องของชาย 4 คนมีเพศสัมพันธ์ ทรมาน ล่วงละเมิด และฆ่าเหยื่อของตน ซึ่งหนังสือดังกล่าวอื้อฉาวจากการพรรณาภาพที่รุนแรงและโดนแบนในเวลาต่อมา และ Leopold Von Sacher Masoch (1870) เขียนหนังสือเรื่อง Venus in Furs เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์แบบ “นาย” ของผู้หญิง (misstress) และ “ทาส” (Slaves) ที่เป็นชายก็สร้างกระแสให้มีการถกถึงรสนิยมทางเพศแบบนี้ ในด้านจิตวิทยา Richard Von Krafft-ebing (1886) ได้บัญญัติคำว่า Sadism จากวรรณกรรมของ Marquies De Sade และ Masochism จากหนังสือของ Leopold Von Sacher Masoch ต่อมา Sigmund Freud ได้ควบรวมสองคำเข้าด้วยกันเป็น Sadomasochism ที่หมายถึงผู้ที่ชื่นชอบการกระทำและถูกกระทำในแบบสลับบทบาทได้ทั้งสองแบบ

ภาพสีน้ำ โดย เด็กดาวน์ซินโดรม สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมย่อยนี้ถูกตีตราว่าเป็นความผิดปกติทางจิตโดยมุ่งไปที่ความสภาวะสัมพันธ์ของ “นาย” (Master) และ “ทาส” (Slave) การเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำแฝงนัยถึงความเจ็บปวดและรุนแรง จนเมื่อมีภาพยนตร์ Hollywood นำเสนอประเด็นนี้ในวงกว้างก็เริ่มมีการเปิดใจรับมากขึ้นว่าวัฒนธรรมนี้คือส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเพศ แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่เพราะ BDSM ที่แท้จริงคือการสมยอมของทั้งสองฝ่ายผ่านข้อตกลงร่วมกันที่จะมอบบทบาทของ ”นาย” ผู้กระทำและ ”ทาส” ผู้ถูกกระทำโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อใจ การพันธนาการ การตี การสั่ง การควบคุม การเล่นกึ่งทรมาน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นศาสตร์ที่ต้องมีการศึกษาในเรื่องความปลอดภัยของสรีระร่างกาย จิตวิทยา และวิธีการสื่อสารที่ถูกต้องทั้งกายภาพและภาษาด้วย อย่างเช่นการใช้ SAVE WORD คำว่า “ไม่” “อย่า” “พอแล้ว” คำเหล่านี้ไม่ใช่คำที่ถูกใช้เพื่อ ”หยุด” แต่ถูกใช้เพื่อกระตุ้นเร้า คำ Save Word มาตรฐานนั้นคือสี Green / Yellow / Red เสมือนไฟจราจร โดยสีเขียวคือไปต่อได้ สีเหลืองเริ่มจะไม่ไหว หรือต้องชะลอตัว และแดงคือหยุด ไม่ไหวแล้ว เป็นต้น

สภาพของการเป็น ”นาย” และ “ทาส” นั้นเป็นเทคนิคที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตที่ขาดหาย คนที่ชอบบทบาทของ “ทาส” อาจเป็นคนที่มีชีวิตบนความกดดัน รับผิดชอบสูง ต้องให้ทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุม การเป็นทาสจึงเป็นเสมือนการปล่อยวางสิ่งนั่นไว้ชั่วขณะ การถูกสั่งให้ทำสิ่งต่างๆจึงเป็นเสมือนการสร้างโลกสมมุติที่เข้ามาเติมความรู้สึกที่ถูกกดทับของตน อาจได้ความพึงพอใจโดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ เป็นอำนาจสมมุติ อารมณ์ และความต้องการเฉพาะทางล้วนๆ บางคนมีความสุขที่โดนมัด บางคนมีความสุขที่ถูกตรึงและจั๊กจี้ หรือบางคนก็ได้รับความพึงพอใจจากการโดนขังไว้ในกรงเป็นวันๆ เพื่อต้องการความสงบ 

ผู้นิยม BDSM ปัจจุบันในบ้านเราเปิดเผยตัวมากขึ้น มีทั้งกรุ๊ปในโลกออนไลน์ที่ไว้เชื่อมโยงคนที่ชื่นชอบแบบเดียวกัน รวมไปถึงการจัด BDSM FESTIVAL แม้ว่าการชื่นชอบ BDSM ถูกมองว่าเป็นรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่งแต่ก็มีตัวอย่างที่พัฒนาไปไกลถึงการเป็นศิลปะและแฟนตาซี

Pet Play เป็นบทบาทชนิดหนึ่งใน BDSM ที่คนหนึ่งจะแต่งตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนมากเป็นสุนัข หมู และสัตว์อื่นๆ ที่มีหน้ากากสวม หรือถ้าไม่มาหน้ากากก็จะเป็นการสวมปลอกคอมีโซ่ล่าม โดยมีเจ้านาย / เจ้าของเป็นผู้ควบคุม หลายคนเข้าใจผิดว่านี่คือความนิยมในการมี sex กับสัตว์ (Zoophilia) จริงอยู่ที่การเล่นบทบาทนี้จะเป็นการเลียนแบบพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของสัตว์ แต่หลายครั้งก็ไม่ได้มีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง มันเป็นความต้องการที่อยากอ้อน อยากได้รับการโอบกอด ดูแล ลูบหัวลูบตัว ทำตามคำสั่งในแบบสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเท่านั้น

ภาพสีน้ำโดย เด็กดาวน์ซินโดรม สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย

Shibari เป็นการผูกเงี่ยนปมเป็น BDSM ศิลปะตะวันออกจากญี่ปุ่นที่มีศัพท์สแลงว่าการผูกปมสวาทต้องอาศัยความไว้ใจและความชำนาญอย่างสูง ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถมัดกันได้ เชือกที่ใช้มัด Shibari ต้องเป็นเชือกที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพราะในขั้น expert ผู้ชำนาญจะมีการผูกผู้เป็นแบบลอยตัวขึ้นจากพื้น ซึ่งวัสดุต้องการความแข็งแรงและศาสตร์ขั้นสูงที่ตระหนักถึงสรีระและน้ำหนักในแต่ละบุคคล Shibari ไม่ใช่การผูกให้แน่นแต่เป็นการผูกให้สวยงาม สบายตัว แต่ก็รัดแน่นแฟ้นให้ความรู้สึกเหมือนเราโดนโอบกอดอยู่ สิ่งนี้เองที่เป็นเสน่ห์และทำให้คนหันมาสนใจศาสตร์นี้กันมากขึ้น

ผู้ที่เริ่มสนใจและอยากจะศึกษา BDSM นั้นต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ที่เป็นนาย (Master) ต้องมีความชำนาญ แม้แต่อุปกรณ์เฆี่ยนตี ยังมีระดับของมัน ในขั้น beginner ไม้ที่ฟาดก้นไม่เจ็บเมื่อโดนตีด้วยซ้ำ แต่มีเสียงดัง ไม้เหล่านี้ถูกควบคุมความเจ็บโดยวัสตุ และความชำนาญในการตีตามต้องการของทาส การฟาดเองก็ต้องเรียนรู้หลักกล้ามเนื้อ ฟาดไปที่เนื้อเท่านั้น ไม่ใช่กระดูกหรือจุดเส้นประสาท

BDSM ไม่มีกฏตายตัวแบบตำราเรียนเพราะคนเรามีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ส่วนมากเป็นการสอนผ่านประสพการณ์ตรงจากผู้ที่ชำนาญมากว่าสู่ผู้น้อย และการลงสนามจริง ดังนั้นการมี Community ของคนที่ชอบแบบเดียวกันจึงสำคัญมากกับวัฒนธรรมนี้

การมาเยือน ForFun Bangkok ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการเปิดโลกของ BDSM ให้กว้างขึ้นและเข้าใจว่ามันใกล้ตัวเรากว่าที่คิด แม้ร้านเองจะขายเสื้อผ้า-คอสตูม accessary และอุปกรณ์ต่างเพื่อใช้งานในการสวมบทบาทของ BDSM ตามที่ลูกค้าปรารถนาก็ตาม ความพิเศษคือเราจะได้เห็นวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งวัฒนธรรม BDSM ฝั่งตะวันออกและตะวันตกไว้ในที่เดียว ได้แก่ คอสตูมประเภทหนัง, ยาง, spandex, latex, อุปกรณ์การพันทนาการตั้งแต่โลหะเป็นชิ้นๆ ไปจนถึงเชือกที่ใช้ในการผูกปมสวาทแบบญี่ปุ่น (Shibari) แซ่ โซ่ กุญแจมือ ชุดหมา และชุดสัตว์ที่ใช้ใน Pet play สิ่งเดียวที่ร้านไม่คือ Sex Toys เพราะยังผิดกฎหมาย

ในมุมของแฟชั่น latex เป็นที่นิยมในสวมใส่ถ่ายแบบ ออกงานต่างๆ ของ fashionista และ influencer ที่ชอบความ sexy ของวัสดุนี้ ทางร้านก็รับสั่งตัดให้ตรงกับสรีระพอดีตัวของลูกค้าเฉพาะคน แต่วัสดุอื่นๆ เช่น ยาง หนังเทียม spandex ชุดชั้นใน รองเท้าบูท และส้นสูงขนาดใหญ่ เป็น ready to wearที่สามารถหยิบซื้อได้จากในร้านและสั่งตัดได้ด้วยเช่นกัน

Forfun Bangkok ได้วางบทบาทของตนไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมย่อยที่เปิดกว้าง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนที่ชอบแบบเดียวกันและสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ยังเป็นศูนย์รวมของคนใน community BDSM ในบ้านเรา ผู้สนใจสามารถติดตาม Forfun Bangkok ได้ทั้ง Facebook และ Instagram และสามารถเข้าไปดูสินค้าได้ที่ร้าน ตั้งอยู่ที่ซอยแซมมี่ ข้างๆเมเจอร์ปิ่นเกล้า แต่ทางร้านเปิดรับเฉพาะการนัดหมายเท่านั้นซึ่งทำได้ผ่านทาง social media เพราะเป็นนโยบายที่ต้องการสร้าง safe space ให้กับลูกค้าที่สนใจจริงๆ ของทุกชิ้นในร้านสามารถทพลองสวมใส่ได้ เล่นได้ เพื่อเป็นการค้นหาว่าเรามี Fetish แบบไหน เพื่อที่ทางร้านจะได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำได้อย่างตรงใจ