โดย อรรถ บุนนาค

ความเดิมจากตอนที่แล้ว…ได้เล่าเรื่องถึงเด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกขับออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลว่าเป็น LGBTQ หนึ่งในเด็กกลุ่มนั้นซึ่งเติบใหญ่จนเลยวัยกลางคน  กำลังจะเข้าสู่วัยชราแล้วนั้น เรื่องราวของเธอคนนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ข้าพเจ้าขอเรียกเธอผู้นี้ว่า อีสวย  เนื่องจากเธอมีรูปลักษณ์พักตร์พริ้มเพราพรรณ  มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย  จึงไม่เกินเลยที่เพื่อนฝูงจะเรียกเธอว่า “อีสวย” และดูเหมือนเธอก็ภาคภูมิกับความสวยมาตั้งแต่ยังเยาว์  แต่…  มีแต่…แม้เธอจะมีความสวย ที่สวยจริงสวยจัง  ไม่ใช่สวยอยู่ไม่เท่ากับสวย  แต่ความสวยของเธอนั้นเป็นความสวยยุคโบราณ ไม่ได้เป็นพิมพ์นิยมร่วมสมัยที่จะขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์  หรือก็ไม่สตรองพอส่งฟาดฟันในเวทีคัดเลือกนางแบบ The Face ได้ ถ้าจะบอกว่าเธอเหมือนดาราคนไหน  เธอเป็นคนสวยหวานแต่ก็ไม่ใช่แบบแอฟ-ทักษอร แต้ว-ณัฐพร พิมพ์นิยมในปัจจุบัน เธอสวยแบบอมรา  อัศวนันท์, อุทุมพร ศิลาพันธุ์, แสงระวี อัศวรักษ์ สาวหน้าหวานในอดีต       

ข้าพเจ้าประสบพบเจออีสวยครั้งแรกตอนเรียนป.1 ….ก็ร่วมสี่สิบปีที่แล้วเห็นจะได้…เมื่อครูประจำชั้นส่งข้าพเจ้าไปคัดตัวเล่นละครโรงเรียน… ศัพท์แสงสมัยนี้เขาต้องใช้ว่าส่งไปแคสติ้งหรือออดิชั่น ซึ่งครูแต่ละคนก็ต้องคัดเด็กตัวท็อปในชั้นเรียนตัวเองไปแคสต์ จึงเป็นมหกรรมรวมเด็กน่ารักประจำโรงเรียน ได้เจออีสวยหน้ากลมตาแป๋วท่าทางเชิด ๆ หยิ่งๆ ตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง

จนขึ้นป.2 ข้าพเจ้าได้เรียนห้องเดียวกับอีสวย ได้มีโอกาสคุยเล่นกับอีสวยในฐานะเพื่อนร่วมห้อง จนมีการเกณฑ์คัดเด็กไปรำระบำดอกบัว (แก่มาแล้วก็ให้สงสัย โรงเรียนชายล้วนแต่ให้ระบำดอกบัว แค่ขึ้นต้นเพลงก็ผิดแล้วไหมนั่น…เหล่าข้าฯคณาระบำ ร้องรำกันให้เริงร่า…) แน่นอนว่าอีสวยเป็นคนแรก ๆ ที่ได้รับเลือก ข้าพเจ้าก็ติดร่างแหไปพร้อมเพื่อนสนิทอีกคน จนกลายเป็นจุดกำเนิดของกลุ่มเพื่อนสนิทสามคนที่ตัดไม่ตายขายไม่รอดจนถึงปัจจุบัน 

แน่นอนว่าตอนจัดกระบวนรำ อีสวยผู้มีหน้าตาสะสวยและรำไทยสวยแต่เด็กได้เป็นเซนเตอร์ ประหนึ่งเฌอปรางใน BNK 48 ส่วนข้าพเจ้ากับเพื่อนสนิทอีกคน ผู้แขนขาเก้งก้างผอมสูง ได้อยู่แถวหลังเป็นแผงเป็นฉากประดับไป ถ้ามีเซมบัตสึโซเซนเคียวก็คงได้อันดับท้าย ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าในความเป็นเด็กเราตะลึงตะลานกับการรำของอีสวยมาก ว่ารำได้ชดช้อยสวยงาม มั่นคง จะสืบเท้า ประเท้ายกขึ้นก็ทรงตัวได้มั่นคง ตอนนั้นเราได้ประจักษ์ว่า พรสวรรค์คืออะไร อีสองคนข้างหลังยังยักแย่ยักยันโยงโย่โยงโหย่อยู่ แต่อีสวยต่อท่าไปได้ถึงไหน ๆ แถมรำสวยลอยหน้าลอยตาจนน่าหมั่นไส้

ความสามารถของอีสวยยังมีอีกหลายอย่าง นางเป็นคนลายมือสวยมากกกกก ประกวดคัดไทยชนะเลิศตลอด และมักได้รับมอบหมายให้เขียนสมุดพกของเพื่อน ทำให้อีสวยจำชื่อพ่อชื่อแม่ของเพื่อนได้ทั้งชั้นปี เวลาจัดบอร์ดมีกิจกรรมเขียนกระดานก็ต้องเป็นลายมืออีสวยทั้งสิ้น

เท่านั้นไม่พออีสวยมีความเสแสร้งประดิษฐ์เก่งเป็นที่สุด ปากนางร้ายจัดจ้านเป็นแม่ค้าปากคลองตลาดมาแต่เด็ก แต่นางประกวดมารยาทเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งระดับประเทศตลอด ข้าพเจ้าก็เป็นตัวเต็งที่ได้เข้าชิงเป็นตัวแทนโรงเรียนด้วยแต่ก็จะถูกอีสวยเบียดตกรอบสุดท้ายทุกครั้ง เพราะอีสวยตัวอวบกลม ส่วนข้าพเจ้านั้นแขนขาเก้งก้าง เวลาหมอบกราบมันดูไม่สวย ไม่เหมือนอีสวยหมอบกราบลงไปดูกลม ๆ มน ๆ งามตา 

อีสวยยังเป็นคนอ่านทำนองเสนาะได้เลอเลิศ เป็นตัวแทนโรงเรียน ตัวแทนนักเรียนทุกครั้ง ยิ่งโตยิ่งก๋ากั่นนางจะยิ่งเล่นเสียงทอดเสียงจนโหยไห้ จำได้ว่าพอนางเริ่มแก่แรดเวลาอ่านบทไหว้ครู นางจะอ่านให้เลย์แบ็คกว่าปกติแล้วทอดเสียงยานหวาน ตวัดหางเสียงให้มีเสียงสะอื้น ปาาาาาเจราาาาาจริยาาาโหนนนนนหึ๊ติ๊ คุณุหะตะราาาานุสาาาาสการรรรร อ่านที่มีเสียงซี้ดซ้าดดังจากเพื่อนๆในหอประชุมเป็นประจำ ครูที่อยู่บนเวทีอมยิ้มกันเป็นแถว ๆ มีแต่ครูภาษาไทยที่จะมองตาเขียวปั๊ดให้นางลดดีกรี 

ยังไม่พอ อีสวยยังเป็นผู้มีความสามารถทางด้านวรรณศิลป์แต่งร้อยแก้ว ร้อยกรอง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ชนะกวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน จนแก่ปูนนี้นางยังส่งประกวดได้รางวัลมามากมายสถาบัน จนน่าจะเป็นตัวเต็งได้รางวัลซีไรต์สาขาบทกวีในครั้งต่อ ๆ ไป…ถ้านางไม่ติดจะขี้เกียจรวมต้นฉบับทำเป็นเล่มเสีย

นางเป็นผู้ถือครองบทนางเอกของละครโรงเรียนชายล้วนมาโดยตลอด เจริญรอยตามรุ่นพี่โรงเรียนผู้เป็นสาวทรานส์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นอย่างม้า อรนภา กฤษฎี หรือรุ่นพี่ที่ได้ดิบได้ดีไปเป็นอาจารย์ทางด้านนิเทศศาสตร์อย่าง ครูแหม่ม ดร.สุรพล  วิรุฬรักษ์ที่ได้ตำแหน่งนางเอกละครโรงเรียนมาตลอด (ชื่อแหม่มของอ.สุรพลก็มาจากที่เพื่อนร่วมรุ่นตั้งให้เพราะได้เป็นนางเอกละครโรงเรียนตลอด)  ไม่ว่าจะเป็นละครพูดแบบฝรั่งหรือละครร้องละครรำแบบไทย ๆ

ข้าพเจ้าเคยตกตะลึงว่าเมื่อตอนชั้นป.5  เมื่อข้าพเจ้าเล่นละครภาษาอังกฤษในงานวิพิธทัศนาของโรงเรียนเสร็จก็รีบเข้าหลังโรงผัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ลบหน้าลบตาที่พอกแต่งไว้เสียหนาจนหมดแล้วรีบวิ่งออกมาดูอีสวยเล่นละครร้องแบบไทยเดิมในการแสดงถัดไป นางได้รับบทเป็นนางพิมพิลาไลย จากขุนช้าง-ขุนแผน  ภาพตรึงตาว่านางใส่วิกผมยาวประบ่าอ่าเอี่ยมไร ห่มสไบสีชมพูสด มีดอกกุหลาบปลอมดอกใหญ่ทัดหู นุ่งผ้าแบบจีบหน้านาง กำลังร้องบทเสภาพร้อมรำท่าโศกาอาดูรที่ขุนแผนจะออกไปรบ แม้จะเป็นการเปิดเทปลิปซิงค์ แต่ก็จำได้ว่าเป็นเสียงของนางเอง อัดบันทึกไว้มาเปิดตอนการแสดง

การแสดงที่ถือได้ว่าสร้างชื่อให้นางมากที่สุดประหนึ่งเรื่อง ผู้หญิงบานฉ่ำของ จูเลีย  โรเบิร์ต นั่นไม่ใช่บทนางเอกในมหากาพย์ยิ่งใหญ่อย่างคลีโอพัตรา หรือบทพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล ผู้ไม่มีมลทินมัวหมองที่จะต้องจัดแสดงในวันคริสต์มาสต์ทุกปีแต่อย่างใด กลับเป็นการแสดงหน้าม่านคั่นเวลาเล็ก ๆ ที่ครูคิดขึ้นกระทันหัน เพราะพบว่าระหว่างการแสดงดนตรีไทยกับวงดุริยางค์ของโรงเรียนอันเป็นไฮไลต์ฟินาเล่ของงานประจำโรงเรียนนั้น ต้องการเวลาในการเก็บเครื่องดนตรีไทยและตั้งเก้าอี้พับเพื่อให้คณะดุริยางค์เตรียมวงค่อนข้างนาน ครูประจำวงดุริยางค์นั่นก็คือครูสุตัวละครจากตอนที่แล้วก็ไปตามอีสวยถึงห้องเรียนให้มาฝึกซ้อมเพลงบินหลาของวงแฮมเมอร์ เนื่องจากอีสวยมีหน้าที่ตีฉิ่งในวงมโหรีอยู่แล้ว นัยว่าได้รับเลือกเพราะหน้าสะสวยแฉล้มแช่มช้อยเหมาะที่จะเป็นตุ๊กตาประดับวงเพื่อดึงดูดเหล่าแม่ ๆ ป้า ๆ ให้เกิดแม่ยก

เอาจริง ๆ แล้ววัฒนธรรมแฟนด้อมแม่ยกนั้นมีทุกวงการ ในการแสดงของโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนชายล้วนการคัดเอาเด็กผู้ชายหน้าตาสะสวยน่าเอ็นดูกลายเป็นความนิยมในยุคนั้นที่จะให้ผู้ใหญ่โดยเฉพาะเหล่าแม่ ๆ ป้า ๆ คอยชื่นชมสบายหูสบายตากับกิริยาอ้อยสร้อยกะล่อยกะหลิบน่าเอ็นดู ดังนั้นเด็กตุ๊ดยุคนั้นมักจะถูกฝึกให้แช่มช้อยเนิบนาบมากกว่าเดินฟาดสะบัดผ้าเป็นพี่ลูกเกด พี่ซอนย่า เพราะต่อให้นางแบบเปรี้ยวปรี๊ดดด ไอค่อนตุ๊ดเด็กยุคนั้นอย่างพี่สปัน พี่คาร่า ก็เดินลอย ๆ ย้วย ๆ มากกว่าเดินฟาดฉับ ๆ 

อ้ะ ! ออกทะเลไปไกลถึงไหนแล้วนะ อ้อ ๆ ๆ อีสวยได้เล่นบินหลา ใช่ ๆ ยุคนั้นเขาต้องใช้คำว่า  จินตลีลา (อ่านว่า จิน-ตะ-ลี-ลา นะจ๊ะ)เป็นการแสดงที่สูญพันธุ์ไปแล้วมั้ง เพราะมันเป็นการแสดงง่อย ๆ เงือก ๆ ในยุคที่โรงเรียนสอนแดนซ์ไม่ได้เฟื่องฟูเต็มบ้านเต็มเมืองทุกห้างสรรพสินค้าเช่นวันนี้ อาชีพนักเต้นก็ยังถูกดูถูกดูแคลนว่าเต้นกินรำกิน โรงเรียนสอนเต้นรำก็ดูเป็นงานอดิเรกของพวกลูกคนรวย ต้องไปเรียนบัลเลต์กับท่านผู้หญิงวราพร  ปราโมช เรียนแจ๊ซด๊านซ์กับอ.อารีย์  สหเวชภัณฑ์ เรียนโมเดิร์นด๊านซ์กับ อ.วรารมย์  ปัจฉิมสวัสดิ์ ทุนทางวัฒนธรรมที่จะก่อร่างสร้างขึ้นก็ถูกจำกัดในวงแคบ แถมเรียนไปก็แค่ออกงานโชว์สวย ๆ จับระบำรำฟ้อนมวลดอกไม้ แต่ก็ยังเห็นว่าคนเต้นมีพื้นฐานการเรียนเต้น จะขึ้นโทปลายเท้าวาดขาผายมือก็ทำได้งดงามไม่น่าเกลียด แต่อีจินตลีลามีไว้สำหรับการแสดงของพวกไม่มีพื้นฐานการเต้นแต่ต้องมาทำท่าทำทางประกอบเพลง ที่ฮอตฮิตติดดาวมากในยุคนั้นคือการจับเอานักเรียนทหารคู่กับนักเรียนพยาบาลเต้นจินตลีลาหงอยหลับประกอบเพลงปลุกใจรักชาติออกโทรทัศน์ในงานบริจาคเงินเพื่อการกุศล

อีสวยก็ได้เต้นการแสดงตะเภาเดียวกับจินตลีลาง่อยเงือก เป็นการแสดงที่มีเด็กกลุ่มหนึ่งแต่งตัวเป็นต้นไม้เอากระดาษสีมาแปะเป็นใบออกมายืนโด่เด่ อีสวยแต่งตัวง่าย ๆ ไม่ลงทุน เพราะไม่มีเงินจะตัดชุดแสดง เป็นกางเกงขาสามส่วนสีดำรัดปลาย เสื้อเชิ้ตผ้าพลิ้วจีบแขนยาวสีขาว ติดปีกผ้าโปร่งจากหลังเสื้อร้อยเข้ากับปลายนิ้ว หน้าผมแต่งตามมีตามเกิด เพราะอีสวยต้องวิ่งจากวงมโหรีหน้าที่ตีฉิ่งเข้าไปเปลี่ยนชุดออกมาแสดงชุดนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อเพลง “บินหลา—บินหลา  บินเรื่อยมาเล่นลม….”ขึ้น อีสวยก็จะรำกระชดกระช้อยสยายปีกออกมาวิ่งสะเงาะสะแงะลัดเลาะไปตามต้นไม้ที่เพื่อนคนอื่น ๆ มายืนทื่อ ๆ เพลงนี้ก็จะวนซ้ำไปเวียนมาไม่มีอะไรคืบหน้า เราก็จะเห็นแต่อีสวยบินดัดจริตฉวัดเฉวียนเวียนวนไปเกาะต้นโน้นโผมาต้นนี้ ถ้าจะให้พูดตามตรงเป็นการแสดงที่ไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์อะไรเลย และก็คงจะน่าเบื่อเป็นการแสดงหน้าม่านคั่นเวลาแกน ๆ แต่ความประดิษฐ์จริตของอีสวยนั้นขั้นสูงสุด บวกกับนางมี “ปีกของดารา” ตามภาษาการ์ตูนตาหวานของญี่ปุ่นยุคนั้น จึงสะกดคนดูได้อยู่หมัด เมื่อเพลงถึงท่อน “บินหลา บินมา เกาะต้นยาง อันสูงใหญ่  แต่มีพรานไพรใจร้าย คอยจ้องยิง” ก็ปรากฎคนใส่ชุดม่อฮ่อมโพกผ้าขาวม้าเขียนหนวดเขียนเครารกครึ้ม ออกมาง้างคันศรยิงธนูใส่นกบินหลา อีสวยก็กระชดกระช้อยสิ้นลมตายกลางเวที เสียงปรบมือเป่าปากดังเกรียวก้องหอประชุม  แต่…หลังม่านยังเตรียมเก้าอี้ไม่เสร็จ  ครูสุผู้อยู่ข้างเวทีสั่งให้ฝ่ายเสียงกรอเทปเพลงการแสดงกลับแล้วตะโกนบอกนักแสดงอยู่บนเวทีเพื่อแสดงต่ออีกรอบ เพลงขึ้นอีกรอบ  อีสวยฟื้นคืนชีพเป็นนกฟีนิกซ์แล้วก็สยายปีกเริงระบำต่อเรียกเสียงปรบมือเกรียวราว พี่หมู-พลพัฒน์ ดีไซเนอร์แห่งอาซาว่า เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผองเพื่อนไฮโซฟังในวงอาหารพูดถึงความสัมพันธ์ฉันรุ่นพี่รุ่นน้องสมัยเรียนกับข้าพเจ้าโดยพูดถึงอีสวยเพื่อนสนิทขอข้าพเจ้ากับการแสดงนี้ว่า 

“อีห่านั่นไม่ได้ทำอะไรเลยบินร่อนไปร่อนมา แต่ความดัดจริตตอแหลมากนัก การแสดงอื่นเขาเพียรซ้อมมาแรมเดือนลงทุนเสื้อผ้าหน้าผมของวันนั้นทั้งวันดับสิ้น อีนี่ชิงซีนเอาไปแดกกกกกกหมด” 

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทุกคนในโรงเรียนต่างเรียกอีสวยว่า บินหลา ไปอีกหลายปี       

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชื่อของอีสวยจะต้องถูกจารในบัญชีหนังหมา ในการเสือกไสไล่ส่งออกจากโรงเรียน เพราะมันชัดยิ่งกว่าชัดในความเป็น LGBTQ อันเป็นเรื่องผิดบาปของโรงเรียนมรดกวิกตอเรียนในยุคต้นของช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2530  บวกกับคำสั่งของนายกสมาคมศิษย์เก่าผู้อยู่ในระบอบปิตาธิปไตยรักต่างเพศนิยมอันแข็งแกร่ง

เมื่อข้าพเจ้าตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้…ทริบิวต์..(ไหมหว่า???) อีสวย ได้โทรศัพท์ไปขอกับนาง แล้วถามความรู้สึกในช่วงเวลาอดีตนั้นว่ารู้สึกเช่นไรที่โดนอัปเปหิออกจากโรงเรียนที่อยู่แต่อ้อนแต่ออก อีสวยตอบมาว่า

“ไอ้เสียใจก็เสียใจอยู่…แต่พอไปเรียนต่อม.ปลาย โรงเรียนที่เขาต้อนรับคนอย่างกู ก็รู้สึกเลยว่าเออนี่สิที่ทางของกูอยู่ที่นี่เอง มึงจำไม่ได้เหรอ พอกูเข้าเรียนโรงเรียนนั้นปีแรกกูก็ได้เลือกแต่งหญิงใส่ชุดไทยขึ้นรถขบวนแห่เทียนพรรษา เป็นที่เชิดหน้าชูตาของโรงเรียน รถแห่ไปตามถนนคนก็แซ่ซ้องกับความงามกู   อย่างงี้มั้งกูเลยไม่รู้สึกอะไรหรือคิดว่ามันเป็นปมอะไรในชีวิต”

จ้ะ…อีสวยก็สวยได้สมชื่อ  ข้าพเจ้าถึงกับไปไม่ถูกคิดว่าจะได้เรื่องราวดราม่าการต่อสู้ปมปัญหาและสิทธิของ LGBTQ ยุคก่อนมาเล่าให้เด็กยุคนี้ฟัง  ก็ขอจบมันดื้อ ๆ โดยไม่มีดราม่าอะไรไปทั้งแบบนี้  จบนะ  สวัสดี…